ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนตุลาคม 2569

Spread the love

ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนตุลาคม 2569

ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความ เชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ  สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง

 

              ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนตุลาคม เปรียบเทียบ       เดือนกันยายน และสิงหาคม 2569

 

รายการ 2569
สิงหาคม กันยายน ตุลาคม
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 45.30 43.70 43.40*
2. รายได้จากการทำงาน 40.10 39.80 39.50*
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในครอบครัว 52.20 52.50 52.90
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ 44.60 43.40 43.00*
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 44.90 44.30 44.10*
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 39.80 39.60 39.30*
7. การออมเงิน 38.30 38.10 38.00*
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ 33.90 33.20 33.10*
9. การลดลงของหนี้สิน 40.50 39.90 39.70*
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 40.40 40.00 39.80*
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 36.30 36.40 36.60
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 33.40 33.40 33.50
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 39.80 39.80 39.90
14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม 40.70 40.30 40.20*

* หมายถึง ดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลง

                ผศ.ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนตุลาคม (40.10) ปรับตัวลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกันยายน (40.30) และเดือนสิงหาคม (40.70) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวลดลง ได้แก่  ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม  รายได้จากการทำงาน  รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว  ความสุขในการดำเนินชีวิต  ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย)  การออมเงิน  การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ  การลดลงของหนี้สิน  และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนลดลง จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม มีดังนี้

  1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม เกิดจากปัญหาต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ต้องแบกรับภาระหนักและขาดสภาพคล่อง เมื่อประชาชนมีกำลังซื้อจำกัด ธุรกิจจึงต้องลดกำลังการผลิต ลดโอที หรือเลิกจ้างพนักงาน ส่งผลให้รายได้ของคนงานลดลง ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฝืดเคือง และกระทบต่อการฟื้นตัวของการลงทุนและการจ้างงานของประเทศในภาพรวม
  2. รายได้จากการทำงาน เกิดจากประชาชนมีรายได้ที่ไม่แน่นอนและต้องแบกรับต้นทุนการประกอบอาชีพที่สูงขึ้น เช่น ค่าน้ำมันและค่าวัตถุดิบที่แพงขึ้น ส่วนลูกจ้างและเกษตรกรก็เผชิญความเสี่ยงจากงานที่ลดลงเนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เมื่อรายได้หดหายชาวบ้านจึงต้องประหยัดค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ร้านค้าซบเซา และหลายครอบครัวต้องดิ้นรนทำงานเสริมจนกระทบต่อเวลาในการดูแลครอบครัว
  3. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ประชาชนมองว่าการท่องเที่ยวเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยและสามารถเลื่อนออกไปได้ ประกอบกับภาระค่าครองชีพและค่าเดินทางที่สูงขึ้น ทำให้หลายครอบครัวเลือกที่จะงดการเดินทาง หรือเปลี่ยนมาเที่ยวใกล้บ้านเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร รถรับจ้าง และร้านขายของฝากขาดรายได้ ทำให้การจ้างงานและการกระจายรายได้ในพื้นที่ลดลงตามไปด้วย
  4. ความสุขในการดำเนินชีวิต ประชาชนต้องเผชิญกับความเครียดและดิ้นรนอย่างหนักจากปัญหาปากท้อง เนื่องจากกังวลว่าจะหาเงินไม่เพียงพอกับรายจ่ายประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าไฟ และค่าเทอมลูก เมื่อผู้นำครอบครัวต้องทำงานหนักขึ้นแต่เงินยังไม่พอใช้ ทำให้ต้องลดเวลาพักผ่อนและกิจกรรมในครอบครัวลง ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าสะสม สภาพจิตใจย่ำแย่ และกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว ตลอดจนไม่มีเวลาดูแลบุตรหลานและผู้สูงอายุในบ้าน
  5. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้เท่าเดิมหรือไม่สม่ำเสมอ ซึ่งสวนทางกับรายจ่ายประจำที่พุ่งสูงขึ้นและเลี่ยงไม่ได้ เช่น ค่าเช่าบ้าน และค่าผ่อนรถ ทำให้เงินเหลือในแต่ละเดือนลดลง หากมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเพิ่มเติม ชาวบ้านจำเป็นต้องดึงเงินเก็บออกมาใช้ นำสิ่งของไปจำนำ หรือกู้ยืมเงิน ส่งผลให้สภาพคล่องทางการเงินติดลบ ครอบครัวมีความเปราะบาง และเสี่ยงต่อการประสบปัญหาครอบครัว
  6. การออมเงิน เมื่อรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายประจำวันและภาระหนี้สิน การแบ่งเงินไว้เก็บออมจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ในทางกลับกัน ประชาชนหลายครอบครัวจำเป็นต้องนำเงินเก็บก้อนสุดท้ายออกมาใช้ เพื่อประคองชีวิตในช่วงที่รายได้ไม่แน่นอน ส่งผลให้เป้าหมายการออมเพื่ออนาคตลดลง ทำให้ครอบครัวขาดภูมิคุ้มกันทางการเงินเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และต้องกลับไปพึ่งพาการกู้ยืมเงินทั้งในระบบและนอกระบบ
  7. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ สินค้าและบริการที่ปรับราคาสูงขึ้นทำให้เงินจำนวนเดิมมีอำนาจซื้อลดลง ส่งผลให้ประชาชนต้องลดปริมาณการซื้อ หรือเปลี่ยนไปบริโภคสินค้าราคาประหยัด โดยเฉพาะครอบครัวผู้มีรายได้น้อยที่ต้องรัดเข็มขัดอย่างหนัก อาจต้องประหยัดเงินโดยการซื้อของกินของใช้ที่มีคุณภาพต่ำ ส่งผลให้มาตรฐานการใช้ชีวิตตกต่ำลง และอาจนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เพิ่มสูงขึ้น
  8. การลดลงของหนี้สิน เมื่อรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ประชาชนจึงมีเงินเหลือไม่พอที่จะนำไปชำระหนี้ตามที่ตั้งใจ ทำให้ชำระหนี้ได้เพียงขั้นต่ำ และส่วนหนึ่งต้องไปกู้เงินก้อนใหม่มาหมุนเวียนใช้จ่ายในครอบครัว ทำให้ภาระหนี้สินพอกพูนและลดลงได้ยาก ทำให้เงินส่วนใหญ่ต้องจมไปกับการจ่ายดอกเบี้ย ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเครียดจากความเสี่ยงที่จะสูญเสียทรัพย์สินที่นำไปจำนำหรือจำนองไว้
  9. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความยากจนและปัญหาเศรษฐกิจส่งผลให้เกิดความกังวลต่อปัญหาอาชญากรรม เช่น การลักขโมยทรัพย์สิน หรือขโมยผลผลิตทางการเกษตร ทำให้ชาวบ้านรู้สึกไม่ปลอดภัยและต้องเพิ่มความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านในยามวิกาล จึงส่งผลกระทบต่อร้านค้าและบริการขนส่งในเวลากลางคืน อีกทั้ง ความหวาดระแวงนี้ยังบั่นทอนด้านการลงทุนและการท่องเที่ยวของชุมชนอีกด้วย
  10. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม เกิดจากผลกระทบที่เชื่อมโยงกันทั้งรายได้ที่ไม่แน่นอน ภาระหนี้สินที่พอกพูน และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจว่าชีวิตในอนาคตจะดีขึ้น เมื่อยังไม่เห็นผลลัพธ์การแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม ประชาชนจึงเลือกที่จะรัดเข็มขัดและชะลอการใช้จ่าย ส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุนและการจ้างงานตามไปด้วย ซึ่งวงจรเหล่านี้นำไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ล่าช้า จึงส่งผลต่อความเชื่อมั่นโดยรวม

 

                จากการสัมภาษณ์ประชาชนต่อความคาดหวังและความต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประชาชนในหลากหลายอาชีพได้เสนอแนะต่อคณะรัฐบาล ดังนี้ 

  1. การลดค่าครองชีพและต้นทุนประกอบอาชีพให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย  รัฐบาลควรออกมาตรการช่วยเหลือค่าพลังงานและค่าใช้จ่ายพื้นฐานให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ค้ารายย่อยที่เดือดร้อนจริง ควบคู่กับการควบคุมราคาสินค้าไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคา เพื่อให้ประชาชนซื้อของจำเป็นได้ในราคาที่เป็นธรรม และผู้ประกอบการยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
  2. การช่วยเหลือเกษตรกรและแรงงานที่ขาดรายได้   รัฐบาลควรสำรวจและเยียวยากลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ขาดรายได้จากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้  เช่น ภัยพิบัติจากธรรมชาติ โดยจ่ายเงินชดเชยหรือจัดตั้งกองทุนดอกเบี้ยต่ำ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนช่องทางหางานและฝึกทักษะอาชีพระยะสั้น เพื่อให้แรงงานกลับมาพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้องสร้างหนี้เพิ่ม
  3. การเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs และร้านค้ารายย่อย   รัฐบาลและสถาบันการเงินควรสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนและการปรับโครงสร้างหนี้แก่ธุรกิจรายย่อยที่ยังมีศักยภาพ พร้อมให้คำปรึกษาด้านการจัดการต้นทุน รวมถึงเปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดและการจัดซื้อของภาครัฐ เพื่อรักษากิจการและการจ้างงานให้คงอยู่ต่อไป
  4. การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและป้องกันหนี้นอกระบบ   รัฐบาลควรประสานสถาบันการเงินให้มีช่องทางเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ที่สอดคล้องกับรายได้จริงของประชาชน เช่น การลดดอกเบี้ยหรือขยายงวดชำระ ส่วนหนี้นอกระบบควรมีการไกล่เกลี่ยและคุ้มครองความปลอดภัย ควบคู่กับการให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดทำแผนรายรับรายจ่าย เพื่อไม่ให้ประชาชนกลับไปสร้างหนี้ซ้ำ
  5. การกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวชุมชน   รัฐบาลควรจัดแคมเปญส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนที่มีค่าใช้จ่ายเหมาะสม โดยเชื่อมโยงที่พัก ร้านอาหาร และสินค้าชุมชนเข้าด้วยกัน พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวชุมชนเข้าถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐได้ง่ายขึ้น เพื่อให้เกิดการจ้างงานและกระจายรายได้ลงสู่ชุมชนอย่างแท้จริง
  6. การดูแลความปลอดภัยและป้องกันการหลอกลวง   รัฐบาลควรจัดระเบียบชุมชนด้วยการแก้ไขจุดเสี่ยง เพิ่มแสงสว่าง และจัดชุดสายตรวจเฝ้าระวังความปลอดภัยทั้งในพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตร ควบคู่กับการแจ้งเตือนและช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ เพื่อลดความสูญเสียและสร้างความมั่นใจในการดำเนินชีวิต
  7. การจัดสวัสดิการที่ทั่วถึงและการส่งเสริมการออม   รัฐบาลควรเร่งค้นหาและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็กกำพร้า ที่ยังตกหล่นจากระบบสวัสดิการ พร้อมสนับสนุนบริการดูแลที่มีค่าใช้จ่ายเหมาะสม นอกจากนี้ เมื่อครอบครัวเริ่มมีรายได้มั่นคง ควรส่งเสริมให้เกิดวินัยการออมเงินระยะยาวเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินในอนาคต
  8. การเตรียมพร้อมรับมือและป้องกันอุทกภัยซ้ำซาก   รัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่นต้องเร่งตรวจสอบระบบระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำให้พร้อมใช้งาน พร้อมจัดทำระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าที่ชัดเจนเป็นรายพื้นที่ หากเกิดน้ำท่วมต้องมีแผนอพยพกลุ่มเปราะบาง จัดตั้งศูนย์พักพิงที่ได้มาตรฐาน และมีมาตรการเยียวยาหลังน้ำลดที่รวดเร็ว
  9. การสร้างความชัดเจนในโครงการโซลาร์ภาคประชาชน   รัฐบาลควรชี้แจงเงื่อนไขของโครงการโซลาร์เซลล์ให้ประชาชนเข้าใจง่าย ทั้งในเรื่องวงเงินกู้ ระยะเวลาคืนทุน และความคุ้มค่าของการลงทุน พร้อมกำหนดมาตรฐานการรับประกันและบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทางเลือกในระยะยาว

              

Facebook Comments Box


Spread the love

Written by 

Related posts

Leave a Comment

Verified by ExactMetrics